วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ลองเขียนการ์ตูนการเมืองด้วยคน

ผ่านไปแล้วกับสถานะการณ์บ้านเมืองที่ลุกเป็นไฟ ไม่ขอพูดถึงอะไรอีก เพราะมีคนออกมาพูดกันมากแล้ว แค่อยากฝากบทกลอนของ ครูเหม เวชกร (จิตรกร นักวาดภาพประกอบฝีมือเอกของเมืองไทย) ทิ้งไว้ให้อ่านดูกัน น่าจะให้อะไรกับบ้านเมืองหลังเหตุนองเลือดยุติลงแล้วได้ดี

"โบราณว่า ญาติหรือไม่ ใช่สำคัญ
เรารักกัน แหล่ะประเสริฐ เป็นไหนไหน
ถึงต่างด้าว ต่างดิน ถิ่นใดใด
รักกันได้ ยิ่งกว่าญาติ สัญชาติเดียว
"


เลยนึกถึงการ์ตูนการเมือง ที่เคยวาดเอาไว้ บรรยากาศเกี่ยวเนื่องกันอยู่ แต่เป็นแบบหยิกแกมหยอก สนุกๆ ไม่ใช่แนว ขาโหด อยากลองวาดดู ก็เลยลองเขียนมาชุดแรก แล้วลองให้ น้าชัย(ชัย ราชวัตร)ช่วยวิจารณ์ ก็ตามที่เห็นนั่นแหล่ะ มีลายมือของน้าชัยด้วย ต้องขอโทษด้วยที่ต้นฉบับยังหาไม่เจอมีแต่ที่สำเนาไว้ พอสแกนแล้วลายเส้นไม่ชัดยังไงก็ต่อว่าได้ อีกอย่างถ้าไม่ใช่คนที่ชอบการบ้านการเมืองหรือไม่ได้ติดตามตลอด อ่านแล้วอาจจะงง ไม่รู้เรื่อง เพราะการ์ตูนการเมืองเหมาะสำหรับอ่านวันต่อวัน แต่ถ้าคนที่สนใจ ก็พอจะคุ้นๆว่าตอนนี้เหตุการณ์นี้ เกิดอะไรขึ้น อ่านแล้วพอจะเข้าใจบ้าง สำหรับคนที่ไม่ทันกับเหตุการณ์ก็ดูเฉยๆก็พอ


          

          

         

         

         

         

         

          

         


            ชุดบนนี้เขียนปี 2549 ถ้าไม่ใช่คอการเมือง อ่านแล้วไม่รู้เรื่องเลย


พอชุดที่สองทิ้งระยะ ไปนานกลับมาลองเขียนใหม่อยากดูว่าถ้าลองเขียนวันต่อวันแบบเขา จะวาดได้ไหม แต่จะให้น้าชัยดู ก็พอดีน้าเข้า ร.พ.ซะแล้ว หนักซะด้วย(ตอนนี้หายดีแล้ว) เลยไม่รบกวนก็วาดเก็บไว้ดูเล่นยังไม่เคยลงที่ไหน ดองเอาไว้ยังงั้นแหล่ะ จนมารื้อดู น่าจะเอามาลงแบ่งๆกันดู ยอมรับว่าได้อิทธิพลการ์ตูนจากน้าชัยมา แต่ลองวาดให้เป็นลักษณะแบบไทยๆดู แต่สำหรับใครที่อยากลองวาด ก็เปลี่ยนแนวเปลี่ยนรูปแบบใหม่เลย เขาเป็นต้นแบบแล้ว เราก็เรียนรู้แล้วสร้างสรรค์ของใหม่ๆขึ้นมา แต่โอกาสกับการยอมรับมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องลองพยายามดู























ชุดนี้เขียนปี 2552 เรื่องราวยังพอเกี่ยวเนื่องกันอยู่ จนมาถึงจุดสุดท้าย 17-18 พ.ค.2553 นี้เอง


การ์ตูนการเมือง ใช่แค่วาดได้ เขียนคำได้ มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะ เพราะมันเป็นทั้งภาษาภาพ ภาษาคำ ต้องลองเขียนบ่อย มากๆ มีมุมมองใหม่ ต้องคม ลึก(ต้องฝึก) ส่วนตัวเวลาวาดการ์ตูนการเมือง จะเป็นกลางให้มากที่สุด กัด,เหน็บได้ทั้งสองฝ่าย แล้วแต่เหตุการณ์ แต่ไม่ใช่จ้องเล่นเขียนตีแต่พวกที่เกลียด พวกที่ไม่ชอบ ไม่ค่อยเห็นด้วย มันเลือกข้างจนไม่น่าอ่าน เวลาวาดจะเตือนตัวเองตลอด ที่ลงให้ดูก็ยังไม่ใช่ตัวเองนัก ยังไม่ถูกใจ คงเขียนสนุกๆสมัครเล่นแค่นั้น

ยังมีอีกชุดที่เคยมีโอกาสเขียนที่ นิตยสาร พีเพิล นานแล้วเหมือนกัน มีโอกาสวาดลงประจำ แต่มาเกิดเศรษฐกิจไม่ดีหนังสือเลยปิดตัวลง ก็ยังไม่ใช่ตัวของตัวเองนัก เพราะได้โอกาสแบบไม่ตั้งตัวก็ต้องวาดเลย แล้วค่อยว่ากันอีกทีว่าจะปรับเปลี่ยนยังไง


                  

                            

                   

                   

                  

                   

                  


บางตัวอย่างที่เคยวาดลง นิตยสาร พีเพิล ได้รางวัลประกวดการ์ตูนที่นี่ เลยได้โอกาสลองฝีมือ ตั้งแต่ปี 2541 ช่วง "ต้มยำกุ้ง"  กำลังดัง


แต่ช่วงเวลาและโอกาสในการวาดมันสั้น ความต่อเนื่องไม่มี หนังสือปิดตัวเลยหยุดไปเลย ยังไม่ทันปรับสไตล์การวาดให้เป็นตัวเองมากขึ้น เลยต้องหยุดตามหนังสือไป แล้วกลับมาวาดใหม่ เก็บไว้จนเอามาลงให้ดูนี่แหล่ะ ดูแล้วอย่าจริงจัง ใครเป็นแฟนสีอะไรๆก็อย่าถือสา เพราะมุกไม่ได้ไปก้าวร้าว หรือจะฆ่ากันให้ตายไปเลย ใครคิดเห็นยังไงก็วิจารณ์กันได้


                         ............................................................................................................


           ** เพิ่มเติมงานข้างล่างชุดนี้วาดช่วงน้ำท่วมเอามาลงให้ดูเพิ่มเติมครับ ว่าจะวาดเพิ่มแต่ไม่มีเวลาเอาเท่านี้ก่อน












วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

12 ปี นิทานตุ๊กแกเบิ้ม

       ปี 2540 มูลนิธิเด็กจัดประกวดภาพประกอบนิทาน ครั้งที่สอง เรื่อง ตุ๊กแกเบิ้ม(ได้รับรางวัลชมเชยจากการประกวดนิทานมูลนิธิเด็ก ครั้งที่ 4 คนแต่งตอนนั้นยังเป็นเด็กนักเรียนอยู่เลย น้องสุขุมาพร อินทนาศักดิ์ ) เป็นหนึ่งในสามเรื่อง ให้ผู้วาดประกวดเลือก ตอนนั้นสนใจแค่อยากรับงานภาพประกอบ แต่มูลนิธิเด็กไม่รับ มีแต่งานประกวด ก็เลยต้องประกวดเพื่อจะได้มีโอกาสทำงานภาพประกอบหนังสือเด็ก เป็นการทำภาพประกอบหนังสือเด็กเป็นครั้งแรก ไม่รู้เรื่องอะไรเลยแต่ก็ลองทำดู ก่อนหน้านี้ทำแต่ภาพประกอบหนังสือวรรณกรรมเยาวชน(วันหลังจะเอาผลงานมาอวดย้อนหลัง) แค่ลายเส้นขาว-ดำส่วนตัวตุ๊กแก ได้ความคิดมาจากการ์ตูน ไดโนเสาร์(ไม่น่าจะเกี่ยวกับตุ๊กแกเลย) แล้วมา ออกแบบเป็นตัวตุ๊กแกในแบบฉบับของตัวเอง แล้วก็ได้รับ รางวัลภาพประกอบนิทานดีเด่น พิมพ์เป็นหนังสือนิทานครั้งแรก เดือน เม.ย.ปี 2541 ต่อมานิทาน ตุ๊กแกเบิ้ม ได้รับเลือกให้เป็นหนังสือ 500 เล่มหนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน

      สมัยยังเล็กอยู่บ้านไม้สองชั้น (เยื้องๆม.ศรีปทุมในตอนนี้)สมัยก่อนเวลากลางคืนเงียบสงบมาก แม้บ้านจะอยู่ใกล้ถนนก็เถอะ เวลากลางคืนจะได้ยินเสียงตุ๊กแกร้องก้องกังวาน อำนาจเสียงร้องของตุ๊กแก กับเด็กเล็กๆในตอนกลางคืน อดที่หวาดผวาไม่ได้ ต้องรีบขยับตัวเบียดตัวซุกข้างๆแม่ให้อุ่นใจ แต่ก็ยังคงจินตนาการไปกับเสียงร้องที่ล่องลอยไปในบรรยากาศยามค่ำคืน
      มีคืนหนึ่งนอนเตียงไม้ชั้นล่างกับแม่และน้อง คราวนี้เจ้าตุ๊กแกบุกเข้ามาในบ้านเลย แล้วร้องเสียงดังลั่นใกล้ๆตัวเลย พ่อกับพี่ชายช่วยกันไล่ตุ๊กแกออกจากบ้าน โดยเอาไม้กวาดทางมะพร้าวแล้วเสียบยอดปลายไม้ด้วย ปูนแดง ปั้นเป็นก้อนกลมๆ(สงสัยจังว่าดึกขนาดนั้นไปหาปูนแดงมาจากไหนไม่ได้ถามซะด้วย) แล้วแหย่ไม้ยั่วให้เจ้าตุ๊กแกงับ พี่ก็คงกลัวๆอยู่เหมือนกันแหล่ะ เจ้าตุ๊กแกแอบอยู่หลังประตู แต่สุดท้ายก็งาบไปทั้งสองก้อน เรียบร้อย สักพักก็รีบเผ่นออกจากบ้านไป ตอนนั้นไม่รู้เรื่องหรอกแต่แม่บอกว่า เวลาตุ๊กแกกินปูนเข้าไป จะร้อนจนทนไม่ได้สุดท้ายก็เผ่นไป นี่คงเป็นที่มาของคำเปรียบเทียบที่ใช้กันบ่อยว่า "กินปูนร้อนท้อง" กับคนที่ทำอะไรผิดๆไว้แต่ความที่กลัวว่าจะมีใครรู้ ทั้งที่ยังไม่มีใครสงสัย ก็ออกอาการร้อนรนรีบปฏิเสธ จนผิดสังเกต อาการร้อนตัวนี่เองที่เเหมือนอาการเจ้าตุ๊กแกเวลากินปูนเข้า ผิดถูกอย่างไรผู้รู้โปรดชี้แนะด้วยเล่าซะยาวเลย
       เรื่องราวของเจ้าตุ๊กแกเบิ้ม เริ่มจากเจ้านกกระจอกที่บังเอิญบินผ่านมา ทักว่าหน้าตามันว่าน่าเกลียด มีลายจุดหูก็กุด แม้เพื่อนรักจิ้งหรีดจะเฝ้าชื่นชม ร้องเพลงชมก็ไม่ทำให้ความรู้สึกของมันดีขึ้น มันจึงต้องออกเดินทางเพื่อหาหนทางที่มันคิดว่าจะทำให้มันดูดีไม่น่าเกลียด ตุ๊กแกเบิ้มได้เห็นโลกที่สวยงาม ได้เห็นคางคกที่น่าเกลียดกว่าตัวมันเสียอีก ได้ยินเสียงเพลงที่เด็กๆร้องถึงมันว่า มันไม่น่าเกลียด และได้ค้นพบวิธีที่มันคิดว่าจะทำให้ตัวของมันสวยงามขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้มันต้องเปลี่ยนใจและหยุดค้นหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองไม่น่าเกลียด นั่นคือการที่ "เจ้าเบิ้ม" ได้เห็นตัวเต็มๆของมันเองจากกระจกเงาในบ้านหลังหนึ่ง เมื่อมันต้องตะลึงกับลายจุดหลากสี ที่สวยงามบนตัวของมัน ที่ทำให้ดูมีสีสันมีเสน่ห์และมันไม่น่าเกลียดเหมือนที่เจ้านกกระจอกว่านั่นเอง และที่นี่เองเจ้าเบิ้มก็ได้พบเพื่อนใหม่ คือ"โด้" เด็กไม่กลัวตุ๊กแกเลี้ยงมันไว้เป็นเพื่อน เหมือนที่เจ้าจิ้งหรีดเพื่อนเก่าของมันพูดไว้จริงๆว่า "ตุ๊กแกเบิ้มตัวโตที่ตอไม้นี้ไม่มีใครที่ใดดูดีกว่า"
        จากตุ๊กแกที่ตอนเด็กๆไม่เคยชอบ กลายมาเป็นนิทานที่ต้องวาดให้ต่างจากความรู้สึกที่เห็นถึงตอนนี้ นิทานเรื่อง"ตุ๊กแกเบิ้ม" ครบ 12 ปี ในเดือน เมษายนนี้ ไม่น่าเชื่อ เผลอแว๊บเดียว ถ้าตอนนั้น มีเด็กอายุสัก 4-5 ขวบอ่าน ตอนนี้คง 15-16 ปีแล้วพูดแล้วอายๆตัวเอง อายุจะขนาดไหน ตอนนี้เลยเอา รูป ปกมาลงให้ดูก่อน พิมพ์ไป 4 ครั้ง 3 ปก ถ้าว่างๆคราวหน้าจะลงภาพประกอบ กับงานภาพร่าง "ตุ๊กแกเบิ้ม"(ถ้าหาเจอ)






















ภาพปกนี้พิมพ์ครั้งที่ 1 เม.ย. 2541 พิมพ์เป็นปกแข็ง






















ภาพที่ 2 ปกอ่อนพิมพ์ครั้ง ที่ 2





















ภาพสุดท้าย ปกอ่อนเหมือนกัน พิมพ์ครั้งที่ 4


จริงๆ ปกลองด้านในออกแบบ เป็นลาย ตุ๊กแกเบิ้ม ตัวเล็กๆ สลับกับลายดอกไม้ แต่สำนักพิมพ์ไม่เอาด้วย ก็ได้แต่เสียดาย วาดแล้วไม่ได้ใช้ แล้วไม่คืนด้วย










      แถมอีกนิดว่า เจ้าตุ๊กแกเบิ้มยังเป็นแขกไม่รู้ว่ารับเชิญหรือเปล่า ไปวิ่งเล่นอยู่ใน นิทานเรื่อง "สุนัขอยากเป็นหนัง" ของสำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก อยู่หน้าไหนต้องไปหาเอาเอง ลงแต่รูปไว้ให้เล่น เล่มนี้คงจะหายาก คงจะไม่พิมพ์ซ้ำอีก แล้วยังไปโผล่ในนิทานเรื่อง "ไก่เปี๊ยก-ไก่เบิ้ม" อีก อยู่หน้าไหนลองไปหาดู เล่มนี้ยังหาดูได้อยู่(ตอนนี้)



                                      จากนิทานเรื่อง สุนัขอยากเป็นหนัง


                                         
                                       จากนิทานเรื่อง ไก่เปี๊ยก-ไก่เบิ้ม


และล่าสุดเจ้าตุ๊กแกเบิ้ม ยังได้รับเชิญไปวิ่งเล่น ในนิทานเล่มใหม่เรื่อง "พระในบ้าน" กำลังพิมพ์จะออกมาเร็วๆนี้ ของสำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก เช่นกัน











นิทาน พระในบ้าน หนังสือขายดีอันดับ 4 ศุนย์หนังสือจุฬา ( 20 ส.ค.2553)

ข้อมูลเพิ่มเติม (10 ธ.ค. 2553) ฉายาไอ้ตีนกาว ไอ้เหนียวหนึบ ที่เด็กๆหลายคนสงสัยว่าการที่ตุ๊กแกสามารถเกาะติดเพดานได้เพราะ ขนที่เท้าของมันมีส่วนประกอบของสารเคราติน ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของหนังกำพร้า ผม และเล็บของมนุษย์ ซึ่งมีความชื้นสูงทำให้ยึดติดกับพื้นผิวได้ดี

มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตุ๊กแก จาก นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันอังคารที่ 24 สิงหาคม 2553 ได้ความรู้ดี ขอบคุณ นสพ.ไทยรัฐ ด้วย





ทีนี้ลองฟังนิทานแบบไม่ต้องอ่าน เป็นนิทานออนไลน์ เรื่อง"ตุ๊กแกเบิ้ม"จากมูลนิธิเด็ก อีกรูปแบบหนึ่งลองรับชมดู แต่เนื้อหาตอนท้ายๆเรื่อง จะไม่เหมือนกับหนังสือเลย

http://www.ffc.or.th/tales/work001.php



              ข้อมูลใหม่(4 ก.ค. 2554) วิธีไล่ตุ๊กแกออกจากบ้าน บางคนอาจจะรู้แล้ว อันนี้ต้องขอบคุณ คุณศักดิ์สิริ มีสมสืบ(กิติติศักดิ์ มีสมสืบ) หรือลุงไวท์นักแต่งเพลงเด็กของน้องๆ ลุงไวท์บอกวิธีนี้ให้กับลูกๆว่า ให้ใช้ยาเส้นจากบุหรี่(ยี่ห้อะไรก็ได้)แกะเส้นยามาสักเล็กน้อย แล้วเอาดินน้ำมันที่เด็กๆเล่นนั่นแหล่ะ มาลนไฟพออ่อนตัวแล้วห่อเจ้ายาเส้นบุหรี่ก้อนน่าจะพอดีคำของมัน พอได้แล้วก็จัดการโยนให้ดินน้ำมันติดเพดาน สักพักเจ้าตุ๊กแกก็จะเขมือบบุหรี่เข้าไปไม่รู้ตัวจากนั้นไม่นานมันก็จะร่วงผล็อยเพราะความเมา ที่นี้ก็จัดการย้ายเจ้าตุ๊กแกไปไว้ไกลๆบ้าน แต่อย่าทำร้ายเขาจริงๆตุ๊กแกก็มีประโยชน์เหมือนข้อมูลที่ให้มานั่นแหล่ะ ลองไปทดลองกันดูได้เลยครับ







ทีนี้ลองฟังเพลงน่ารักๆ "ตะลุกตุ๊กแก" ของฝากจากคุณศักดิ์สิริ มีสมสืบ(กิติติศักดิ์ มีสมสืบ) กวีซีไรท์หรือลุงไวท์ กันดู


..................................................................................








ของแถมภาพนี้วาดใหม่ จริงๆภาพนี้จะนำไปแสดง และจำหน่ายในงาน Pet Variety 20-23 ตุลาคมนี้ที่ IMPACT เมืองทองธานี ที่ผ่านมามีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทยอยวาดกันมาช่วยงานเรื่อยๆ รายได้ส่วนใหญ่ผู้วาดจะมอบให้เป็นค่าใช้จ่ายสุนัขที่ถูกทอดทิ้ง แต่เกิดเหตการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศซะก่อน ตอนนี้รอเวลา และเปิดขายงานผ่านเวปอยู่ครับ